กระทู้นี้เป็นกระทู้สนทนา- แบบไหนเป็น สมถะ แบบไหนเป็น วิปัสสนา

ผมได้รับคำขอจากสมาชิกท่านหนี่ง ให้ผมช่วยบรรยาย เพื่อจะได้รู้ว่า แบบไหนเป็นสมถะ แบบไหนเป็นวิปัสสนา
ผมเห็นว่า คำขอนี้ อาจเป็นประโยชน์ สำหรับ นักภาวนาบางท่านได้ ผมจึงนำมาแชร์ในกระทู้ห้องศาสนานี้
..
ก่อนอื่น ผมขอให้ความเห็นส่วนตัวเรื่องหนี่งเกี่ยวกับธรรมปฏิบัติว่า
ไม่ว่าใครจะปฏิบัติแบบใด สายใด คำสอนของอาจารย์องค์ใด
ไม่มีผิดครับ เพราะทุกการปฏิบัติล้วนจะนำพาให้ผู้ภาวนาเดินทางตอไปได้จนถึงการภาวนาระดับสูงขี้นไปได้เรื่อยๆ เอง
.
ความต่างที่เกิดขึ้นจากการนำคำสอนมาปฏิบัติ มีเพียงอย่างเดียวก็คือ
คำสอนนั้น ผู้นำมาปฏิบัติเข้าใจได้ *ตรงหรือบิดเบี้ยว* เท่านั้นเอง
ถ้าเข้าใจบิดเบี้ยว ก็เพียงส่งผลให้ ผู้ปฏิบัติเดินทางได้ช้าลงไป
ถ้าเข้าใจได้ตรง ก็เพียงส่งผลให้ ผู้ปฏิบัติเดินทางได้เร็วขึ้น
..
สิ่งที่ผมจะเชียนต่อไป
ผมจะไม่ขอนำคำสอนที่บางอาจารย์สอนลูกศิษย์ มาเขียนให้ท่านอ่าน
ท่านอาจารย์เหล่านั้นพูดได้ดีแล้ว สอนได้ดีแล้ว ขอให้ท่านเรียนรู้จากเหล่าอาจารย์ต่อไป
แต่ผมจะนำการเปรียบเทียบกับทางโลกมาเขียนให้อ่าน
เพราะผมเชื่อว่า การบอกแนวทางแบบนี้ จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจ
ในสิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปได้ดี
อย่าลืมว่า นี่เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวเท่านั้น ถ้าเผอิญไปขัดแย้งกับคำสอนของท่านใด อาจารย์องค์ใด
ผมจะขอไม่โต้แย้งครับ
.
ขอเข้าเรื่อง แบบใดเป็นสมถะ แบใดเป็นวิปัสสนา
.
สมมุติว่า ท่านเป็น ผญ สาว มีอาชีพทำงานทีต้องกลับบ้านดึกเป็นประจำ และ บ้านทีพักอาศัยก็
เป็นซอยเปลี่ยว ทีค่อนข้างมืด แสงสว่างจากหลอดไฟถนน ก็มีน้อย
และซอยที่ท่านอาศัยอยู่ ก็ขึ้นชื่อในเรื่องของแก็งอันธพลาล ที่ชอบปล้นจี้ ลวนลาม ผญ อีก
.
ทุกคืน เมื่อท่านกำลังเดินทางกลับบ้าน เดินไปตามถนนซอย ใจท่านยอมหวาดหวั่น
ว่า จะพบอันธพาลหรือไม่หนอ

เมื่อท่านเดินไป ตาก็พยายามจะมองไปรอบ ๆ คอยสังเกตว่า มีอะไรผิดปกติหรือไม่
การทีท่านพยายามมองแบบนี้ เปรียบได้ดัง ท่านกำลังปฏฺบัติสมถะอยู่
เพราะท่านมีความจงใจ ตั้งใจ ที่จะรู้สภาวะธรรมที่เกิดขึ้นรอบตัว
ยกตัวอย่าง พอท่านเดินจงกรม  ท่านก็ไปสนใจเท้าทีกำลังเดิน
หรือ ท่านเคลื่อนมือแบบหลวงพ่อเทียน  ท่านก็ไปสนใจมือที่กำลงเคลื่อน
หรือ ท่านภาวนารู้ลมหายใจ ท่านก็ไปจ้องลมที่ปลายจมูก
ถ้าท่านทำแบบอยู่ ท่านกำลังทำสมถะอยู่ครับ
.
ต่อไป ผมจะยกตัวอย่างเรื่องนี้ แบบใดเป็นวิปัสสนา
.
เมื่อท่านกำลังเดินกลับบ้านกลางดึก เข้าซอบเปลี่ยว
ท่านเดินไปตามปกติตามธรรมชาติของท่านเอง
ท่านไม่ต้องไปพยายามสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัวเลย
เท่าเพียงเดินไปเรื่อยๆ ตามธรรมชาติเท่านั้นเอง
.
ถ้าขณะทีท่านกำลังเดิน ถ้าไม่มีอะไรเกิดขี้น
ตอนนั้น จะเป็นสภาวะที่เป็นปกติ ทีเป็นธรรมชาติล้วน ๆ เฉพาะตัวของท่านเองครับ
แต่คนธรรมดาที่ปฏิบัติมายังไม่ได้ผลดีนัก จะไม่รู้จักธรรมชาติเฉพาะตัวแบบนี้ได้
เพราะจิตมีโมหะครอบงำอยู่ จึงทำให้รู้ไม่ได้ เห็นไม่ได้
แต่ถึงยังไม่เห็น ไม่รู้ ก็ไม่เป็นไร เพราะตอนนั้น ท่านจะไม่มีทุกข์ใด ๆ เลย
นีคือ ธรรมชาติแท้  ๆ ของธรรม ที่มีอาการที่ไม่มีทุกข์ปรากฏอยู่
...............................
**ผมขอให้ให้ความต่างระหว่าง คนธรรมดา และ คนทีภาวนามาได้ดี ในเรื่องธรรมชาติปกตินี้ ก่อนจะเขียนต่อไปว่า
**คนทั่วไป คนธรรมดา ธรรมชาติแบบนี้ ปรากฏขึ้นมา คนธรรมดาจะไม่รู้ คนธรรมดาจะไม่มี*ญาณ*ที่จะไปห็นได้
**แค่คนที่ภาวนามาได้ดี เมื่อธรรมชาติแบบนี้ ปรากฏขึ้นมา เขาจะรู้ได้ เขามี*ญาณ*เห็นได้  นี่คือความต่าง
.......................
มาอ่านกันต่อ
.
เมื่อท่านเดินไปตามถนนเพื่อจะกลับบ้าน เดินไปแบบปกติของตัวท่านเอง
แต่เผอิญ ตา ท่านเห็นแว๊บหนี่งขึ้นมาข้างหน้า เป็นการเห็นได้เอง โดยทีท่านไม่ได้จ้องหาเลย
ว่า ข้างหน้า **ทำไมมีเงาตะคุ่มของคนอยู่*
สิ่งที่ ท่านเห็นได้แบบนี้ แว๊บหนี่งขึ้นมา นีคือ วิปัสสนา ครับ
ท่านเห็นได้เอง ท่านรู้สีกได้เอง โดยไม่มีการไปพยายามจ้องหา
..
>>>กลับมาทีการปฏฺิบัติ
เมื่อท่านเดินจงกรม ท่านเพียงเดินไปตามปกติวิสัยของท่าน ไม่ต้องเดินช้า  ๆ หรือ เดินเร็ว เดินไปตามธรรมชาติ
เดินไปเรื่อยๆ ไม่ต้องทำอะไร แต่ถ้าท่านเผอิญ ไปรู้สีกได้ถึง เท้าที่กำลังก้าวออกไป หรือ เท้าที่กำลังยกชึ้น หรือ เท้าที่กำลังยกลง
หรือ อาการสั่นไหวที่เกิดขึ้นทีบริเวณเท้า
รู้แว๊บหนี่งขึ้นมาได้ นั่นแหละครับ ท่านได้พบวิปัสสนาแล้ว 1 ครั้ง
ท่านพบแล้ว ทำอย่างไรต่อไป
ขอตอบว่า ท่านพบแล้ว ทิ้งมันไปเลย ไม่ต้องไปสนใจมัน แล้ว เดินแบบปกติต่อไป
เพื่อรอเวลาให้เกิดวิปัสสนาในครั้งต่อไป
ถ้าท่านพบล้ว รู้แล้ว วิปัสสนา 1 ครั้ง แล้วพยายามจะไปรู้แบบนั้นอีก ท่านทำได้ แต่นั่นคือ ท่านกำลังทำสมถะ
.
เช่นเดียวกัน การปฏฺิบัติเพื่อรู้ลมหายใจ ท่านเพียงนั่งปกติไปเท่านั้น ไม่ต้องไปสนใจอะไร ถ้าท่านแว๊บหนี่ง
ไปรู้ลมหายใจเกิดขึ้นมาได้เอง เพียงเสี้ยว วินาที แล้ว การรู้ลมหายใจของท่านก็หายไป
นั่นคือ ท่านได้ วิปัสสนา 1 ครั้ง แล้ว
เช่นเดียวกัน ท่านรู้ลมได้  ท่านได้วิปัสสนา 1 ครั้ง ท่านก็ทิ้งมันไป ไม่ต้องไปใส่ใจ แล้ว กลับมาทำแบบเดิมต่อไป
ก็คือ การเป็นปกติของตัวท่านเอง
.
มันมีเคร็ดเรื่องหนี่ง ทีบางท่านอาจยังไม่รู้ เรื่องวิปัสสนา
ถ้าท่านพบวิปัสสนาได้เอง เพียง 1 ครั้ง ท่านก็ได้ ปัญญาแล้ว 1 ครั้ง
แต่ถ้าท่านพบวิปัสสนาได้เองต่อไปเรื่อยๆ  จาก 1 ไป 2 ไป 3...แล้ว เป็น 100...แล้ว เป็น 1000 ..แล้วมากครั้งขึ้นเรื่อยๆ
กำลังจิตของท่านจะตั้งมั่นได้มากขึ้นไปเรื่อยๆ   เมื่อจิตตั้งมั่น นี่คือ สิ่งที่พุทธศาสนา เรียกว่า จิตตั้งมั่น
การตั้งมั่นของจิต คือ เป้าหมายของการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาครับ
จิตที่ตั้งมั่นเมื่อเกิดขึ้น ไม่ว่า อาการของ กาย เวทนา จิต อายตนะ เกิดขึ้น
จิตจะรู้ได้ว่า มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ของ อาการของ กาย เวทนา จิต อายตนะ
ซี่งพุทธศาสนา เรียก การเปลี่ยนแปลงนี้ว่า ไตรลักษณ์
กาบ เวทนา จิต อายตนะ เป็นไตรลักษณ์ ก็คือ ขันธ์ 5 ไม่เที่ยง
นี่คือ ผลแห่งวิปัสสนา ที่ฝึกฝนจนเกิดจิตตั้งมั่นได้ ก็จะพบได้เองว่า ขันธ์ 5 เป็นไตรลักษณ์
..
นีคือ การจบของการภาวนาใช่หรือไม่
..
ขอตอบว่า ไม่ใช่ การภายนายังไม่พบ
ท่านยังต้องฝึกฝนภาวนาต่อไปอีก จนท่านมี **ญาณ**เกิดขึ้นมา
**ญาณ**นี้อีกชั้นของการภาวนา
**ญาณ**นี้เมื่อเกิดขึ้น **ญาณ**จะไปเห็นบางสิ่งที่ไม่ใช่ ขันธ์ 5 ได้
**การเกิดขี้นของ *ญาณ* เป็นเรื่องที่ยากจะพบได้
และก็หาไม่ได้ในคำสอนใด ๆ จากคำสอนของอาจารย์ท่านใด
ว่า การทำ ญาณ ปรากฏขี้น ทำได้อย่างไร
นี่อาจเป็นเพียงคาดคะเนของผู้เขียนเองก้ได้ว่า ญาณ นี่เกิดเพราะ
ผลบุญบารมี ทีสะสมต่อกันมาหลายภพชาติ จนแก้กล้ามากพอ
ในชาตินี้ ญาณ จึงเกิดขึ้นมาให้รู้จักได้เอง
.
เมื่อ จิตตั้งมั่น เกิดขึ้น จิตรู้อาการไตรลักษณ์ของขันธ์ 5 ได้
การรู้แบบนี้ ถ้าต่อเนื่องไม่ขาดตอน นั่นคือ ท่านได้ สติพละ ทีมีกำลังสูงแล้ว
สติพละ ทำให้ เกิดจิตตั้งมั่นขึ้นก่อน

ต่อเมื่อ ท่านฝึกต่อไป จนมี **ญาณเกิดขึ้น**ได้แล้ว
**ญาณเห็นสิ่งทีไม่ใช่ขันธ์ 5 ได้แล้ว**
*เมื่อ ญาณ เห็นสิ่งที่ไม่ใช่ ขันธ์ 5 ได้อย่างดี ไม่คลาดเลย ก็จะเรียกว่า มี**ญาณปัญญา*เกิดขึ้นแล้ว

เมื่อ มี สติพละ ก็จะเกิดทั้ง จิตตั้งมั่น และ มี ญาณปัญญา เกิดด้วย พร้อมกันไป
กลายเป็น  3 พลังประสาน ((( สติพละ + จิตตั้งมั่น + ญาณ(ปัญญา)))) ที่เกิดขึ้นพร้อมทั้ง 3 อย่างในขณะเดียวกัน
เมื่อนักภาวนาได้แบบนี้นีจึงเป็นการจบภารกิจการภาวนาในพุทธศาสนา
ทุกข์ใด ๆ ไม่อาจเข้ามากล้ำกลายได้อีกเลย
.
สิ่งทีเขียนบอก ไม่ได้แปลว่า ผมในฐานะผู้เขียน ได้จบกิจแล้ว
ผมก็เป็นหนี่งในผู้ที่กำลังเดินทางในองค์มรรค
พลัง 3 ประสาน ยังไม่แก้กล้า ถึงทีสุด
แต่ก็เดินทางมาจนรู้ว่า ยังมีทางทีต้องเดินทางต่อไปอยู่
แต่ ได้รู้จักทางแล้ว ก็จะไม่หลงทางอีก
เพียงตั้งใจเดินต่อไป สักวันหนี่ง ก็จะถึงเป้าหมายได้
...
ขอจบการตอบคำถามจากท่านทีขอมา เพียงเท่านี้ครับ
.
ขอความสุข สวัสดี ความไม่มีภัยใด ๆ และ การเจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป  มีแด่ทุกท่านที่เข้ามาอ่านครับ

ขอบคุณมากครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่